บทที่ 14 บทที่ 7 ข้อเสนอของเจ้านาย 50%

บทที่ 7 ข้อเสนอของเจ้านาย

“คุณหมอหมายความว่ายังไงครับ?” เสียงของปรัชญ์ขาดห้วงจนเกือบขาดหายไปในช่วงท้าย คำพูดของคุณหมอเจ้าของไข้ตัดรอนกำลังใจที่เขาพยายามเฝ้าควานหามาตลอดร่วมสัปดาห์จนขาดสะบั้น

“หมอเสียใจด้วยจริงๆ แต่คนไข้ยืนยันปฏิเสธการรักษาจากทางเรา”

บิดาเคยเปรยเสมอว่าเมื่อป่วยไข้ขอให้ทุกคนปล่อยวาง นั่นหมายความว่าตลอดมาบิดาของเขารับรู้มาตลอดถึงอาการป่วยที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

“หมอเคยแจ้งคนไข้ให้บอกญาติแล้ว แต่ดูเหมือนคุณธนาจะไม่ประสงค์ให้ครอบครัวทราบจนกระทั่ง…” ใบหน้าของคุณหมอชราจืดเจื่อนลง ยามต้องกล่าวสิ่งที่คนไข้ของเขาพร่ำพูดยามมีสติก่อนหน้า

“คนไข้ขอร้องให้หมอมาพูดกับคุณ เรื่องการหยุดรักษา และกลับไปดูแลตัวเองที่บ้าน”

“ไม่ครับ!” ชายหนุ่มตอบกลับในทันที น้ำเสียงสั่นพร่าเพราะขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ที่ผ่านมาเขารับรู้เพียงว่าบิดาป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง การรักษากินเวลามายาวนานอย่างที่ไม่ควรจะเป็น ทว่าเพราะเขาเอาแต่ทำงานจนหลงลืมเรื่องสำคัญ ตอนเช้าก็เพียงมาส่งบิดาเมื่อถึงวันเวลาที่หมอนัด สอบถามเรื่องอาการเล็กน้อย โดยไม่ใส่ใจสอบถามให้ละเอียดรอบคอบ ไม่เคยหยิบจับถุงยาที่บิดาหอบหิ้วกลับบ้านในแต่ละครั้งที่มาพบคุณหมอเลย

“พ่อ ฮึก” ชายหนุ่มปล่อยโฮออกมาในที่สุดก่อนทรุดกายลงบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง “หมอต้องช่วยรักษาพ่อปมนะครับ เสียเงินเท่าไหร่ผมไม่ว่า ต่อให้ต้องขายตับขายหัวใจมารักษา ผมก็จะหาเงินมาให้ได้ ขอแค่ ฮึก แต่หมอรักษาพ่อผมให้หาย นะครับหมอ ฮือ”

หมอชราถอนหายใจด้วยความลำบากใจ การรักษาในช่วงเวลาที่ทุกอย่างสายเกินไปคงเป็นเพียงการประคองอาการ และรักษาตามอาการเท่านั้น หากจะให้หายสนิทคงต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า… ปาฏิหาริย์

“เราจะทำสุดความสามารถครับ และจะพยายามอย่างถึงที่สุด ขอให้คุณวางใจ”

คำปลอบโยนแก่ญาติผู้ป่วยเหล่านี้เป็นความเคยชินที่เขามักเอ่ย ทว่าในคำปลอบโยนเหล่านั้นตัวเขา และคนไข้รับรู้ดีว่ามันเป็นเพียงแค่คำพูดเพ้อฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

โรคมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย!

ต่อให้มีปาฏิหาริย์จริงๆ เขาก็ไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยอะไรได้ในยามที่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว

“แต่หมออยากให้ญาติทำใจไว้ด้วยนะครับ”

ทำใจหรือ… ปรัชญ์ทรุดกายลงบนพื้นพร้อมทิ้งร่างทั้งร่างพิงพนังของทางเดินโดยไม่สนใจสายตาของใครต่อใคร ชายหนุ่มซบหน้าลงบนเข่าร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น

ที่ผ่านมาเขามันเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่อง บิดาป่วยด้วยโรคร้ายแรงแต่กลับรับรู้ทุกอย่างในวันที่สายเกินไป ทั้งๆ ที่ตลอดมาเขาคือคนพาบิดามาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง และรับกลับด้วยตัวเองเพียงคนเดียว คนที่บิดาใกล้ชิดมากที่สุดคือเขา บุตรชายคนโตที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยสองมือของพ่อ ในขณะที่น้องสาวสนิทสนมกับมารดามากกว่า

“พ่อ ฮึก ผมขอโทษ”

ขอโทษที่เขาไม่เคยทำตัวเป็นลูกจริงๆ สักครั้ง เอาแต่พร่ำบอกว่าทำงานเพื่อสร้างรากฐานให้ครอบครัว และลบคำสบประมาทของญาติ ทว่าสิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งเหล่านั้นย่อมเป็นครอบครัว พ่อ แม่ และน้องสาวของเขา

สามปีแล้วตั้งแต่เรียนจบมา เขาทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตเก็บกำเงินทองเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงให้ครอบครัว แต่ความมั่นคงที่แท้จริงคือคนในครอบครัว ไม่ใช่เงินทองที่เขาเก็บกำมาทั้งหมด เพราะสุดท้ายแล้วเงินทองเหล่านั้นก็แค่เศษกระดาษที่ไม่อาจแลกกับชีวิตของใครได้

“พ่อ!” เสียงของปรัชญ์พร่าแหบ ร่างกายสั่นไหวยามหลับตาลงแล้วเห็นภาพครอบครัวของตน เขาเคยเชื่อมั่นว่าตนเงอจะต้องพาครอบครัวก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดที่เคยยืนได้อีกครั้ง นามสกุลที่บิดา และคุณปู่ภาคภูมิใจจะต้องเป็นที่ยอมรับอีกครั้ง ทว่าในวันที่เขาทุ่มเททุกสิ่งเพื่อสิ่งที่เป็นเพียงนามธรรมกลับต้องเสียสิ่งที่เป็นรูปธรรมไป

“ผมขอโทษ ฮึก ขอโทษ ฮือ”

ปาริมาเดินชะเง้อคอมองหาพี่ชายของตนเองด้วยความเป็นห่วง ร่วมชั่วโมงแล้วที่ปรัชญ์ออกไปพูดคุยกับคุณหมอเจ้าของไข้ แต่ก็ยังไม่กลับเข้ามาในห้องเลย มารดานึกเป็นห่วงกลัวพี่ชายจะไปเป็นลมล้มพับที่ไหน เพราะอีกฝ่ายหักโหมทำงานอย่างหนักมาตั้งแต่ทราบอาการป่วยของบิดา

“พี่ปรัชญ์” หญิงสาวป้องปากร้องเรียกชื่อพี่ชายด้วยเสียงเบาๆ แต่ก็ให้ได้ยินเมื่ออีกฝ่ายอยู่ใกล้ๆ

“ไปไหนของเขานะ”

ฝีเท้าของปาริมาเบาลง ก่อนหยุดนิ่งในที่สุด หญิงสาวเอียงศีรษะจดจ้องมองแผ่นหลังของพี่ชายที่กำลังก้มๆ เงยๆ กับอะไรสักอย่างแถวๆ หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงิน

“พี่ปรัชญ์” หญิงสาวเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้ ทว่าเมื่อเข้าไปถึงตัว พี่ชายกลับมีที่ท่าแปลกประหลาดสีหน้าจืดเจื่อน แววตาหลุกหลิกมีพิรุธก่อนเร่งรีบเก็บกระดาษสองสามแผ่นที่ก้มอ่านเข้ากระเป๋ากางเกงทันที

“ว่าไง”

“แม่ให้มาตาม”

“อ่อ” ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มชื้อเหงื่อ ริมฝีปากหนาฝืนคลี่ยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย ก่อนพยักหน้ารับเหมือนเข้าใจ “งั้นก็กลับห้องกันเถอะ ได้เวลาพ่อทานข้าวเย็นแล้ว”

ปรัชญ์โอบไหล่น้องสาวดันร่างบอบบางออกเดินเพื่อกลับไปยังห้องพักของบิดา ทว่าร่างกายของปาริมากับไม่ขยับตาม แววตายังคงจ้องมองเคาน์เตอร์แผนกการเงินของโรงพยาบาลนิ่ง ครุ่นคิดถึงที่มาของสีหน้า และแววตาวิตกกังวลของพี่ชาย

หรือจะเป็นเรื่องค่ารักษาของพ่อ…

หลังจากกลับมาที่ห้องพักรักษาตัวของบิดา ปรัชญ์ก็เงียบขรึมผิดปกติ แววตามีความโศกเศร้าชัดเจนจนน้องสาวผู้รู้จักพี่ชายเพียงคนเดียวดีเริ่มวิตกกังวล

หรือว่า… พี่ชายจะมีปัญหาเรื่องเงินค่ารักษาพยาบาลของบิดาจริงๆ

“พี่ปรัชญ์”

ปรัชญ์เงยหน้ามองน้องสาวที่กำลังทอดสายตามองด้วยแววตาหาวงใย แล้วยิ้มตอบ “ว่าไง”

ปาริมาเดินมานั่งลงข้างกายพี่ชาย สายตามองเลยไปยังมารดาที่นั่งจูบมือของบิดาอยู่ข้างเตียงด้วยความรู้สึกหลากหลาย หัวใจดวงน้อยหวั่นวิตก และหวาดกลัว

“พี่ปรัชญ์มีเรื่องอะไรปิดบังปริมไหม?”

ใบหน้ายามทวงถามไม่ได้คาดคั้น หากแต่เว้าวอนร้องขออย่างน่าสงสาร ทว่าปรัชญ์เลือกจส่ายหน้าแทนคำตอบ หน้าที่ของ ‘หัวหน้าครอบครัว’ คนต่อไปคือเขา เมื่อบิดาล้มป่วย คนที่จะเป็นผู้นำพึ่งพิงได้ย่อมมีเพียงเขา หากต้องเสียสละอะไรสักอย่างก็ย่อมต้องเป็นเขาอีกเช่นกัน ปาริมา และมารดาไม่ควรต้องมารับรู้เรื่องราวเหล่านี้ แม้จะเหมือนว่าเขามีความลับกับคนในครอบครัว แต่เมื่อมันเป็นทางออกที่ดี เขาก็จำเป็นต้องทำ

“ไม่มี”

ปาริมาเม้มปากแน่นละสายตาจากบิดา และมารดากลับมาที่พี่ชายเพียงคนเดียว ดวงตากลมมนอ่อนแสงลงยามทอดสายตามองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูทุกข์ตรม และมีร่องรอยความหวั่นวิตกแล้วถอนหายใจ

“พี่ปรัชญ์ เรามีกันแค่นี้มีอะไรก็ไม่ควรปิดบังกันนะคะ”

ปรัชญ์ชะงัก ดวงตาคู่คมไหววูบก่อนหลับแน่น ชายหนุ่มเอื้อมถึงมือเรียวเล็กของน้องสาวมากอบกุมเอาไว้ ตั้งแต่เล็กจนโต เขาคือพี่ชายที่ปาริมารัก และเชื่อฟัง หน้าที่ของเขาคือการปกป้องดูแลน้องสาว และแม่ตามคำสั่งของบิดา

เขาไม่อาจตัดสินใจบอกเล่าความหนักใจที่ตนเองกำลังเผชิญให้แก้คนทั้งคู่รับรู้ เพราะเมื่อใดที่เรื่องเหล่านั้นถึงหูผู้หญิงสองคนที่เขาคงทุกข์ตรมไม่ต่างจากเขา

“ปริม” น้ำเสียงที่ขานเรียกน้องสาวเบาหวิว ดวงตาคู่คมไหววูบทอดมองร่างเล็กบางเนินนาน ก่อนรวบรั้งร่างนั้นเข้ามากอดเอาไว้แน่น “พี่สัญญากับพี่แล้วว่าจะปกป้องดูแลปริมกับแม่ เชื่อในตัวพี่นะ พี่จะไม่ทำให้เรา และแม่ต้องผิดหวัง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป